เข้าระบบ

ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:

จำฉันไว้



ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!

เมนูหลัก

บทความยอดฮิต

สมาชิกใหม่

tuang 24/6/2013
qoypevqm 21/3/2013
RandalLil 21/3/2013
Therese15 20/3/2013
jakae 20/3/2013
JulianRom 20/3/2013
tha 19/3/2013
RhysCWYU 18/3/2013
kik165 17/3/2013
jfel2508 16/3/2013

สมาชิก

สมาชิก:
วันนี้: 0
เมื่อวานนี้: 0
ทั้งหมด: 543
สมาชิกล่าสุด: tuang

กำลังออนไลน์:
ผู้เยี่ยมชม : 5
สมาชิก : 0
Bots : 5
ทั้งหมด: 10

แสดงผู้ที่ออนไลน์ [Popup]
66.249.71.***เว็บบอร์ดcrawl-66-249-71-164.googlebot.com
49.230.248.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
157.55.39.***สมาชิกmsnbot-157-55-39-183.search.msn.com
183.60.214.***เว็บบอร์ด
207.46.13.***เว็บบอร์ดmsnbot-207-46-13-41.search.msn.com
157.55.39.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์msnbot-157-55-39-174.search.msn.com
157.55.39.***เว็บบอร์ดmsnbot-157-55-39-24.search.msn.com
54.234.244.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
36.248.115.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
202.183.176.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์ > บทความธรรมะ > กุศโลบายที่แท้จริงของบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย

กุศโลบายที่แท้จริงของบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย

เขียนโดย ธ.ธรรมรักษ์ [webmaster] เมื่อ 20/7/2012 (855 อ่าน)
กุศโลบายที่แท้จริงของบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย
ความจริงเรื่องบังสุกุลนั้น ไม่ว่าบังสุกุลเป็นหรือบังสุกุลตายล้วนเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ซึ่งจูงไปในทางให้เจริญมรณานุสติ บังสุกุลตายนั้นมีมานานแล้ว เพราะเป็นกรรมฐานวิธีที่เจริญแล้วเป็นการเจริญมรณานุสติที่ได้ผลมากประการหนึ่ง

ความจริงเรื่องบังสุกุลนั้น ไม่ว่าบังสุกุลเป็นหรือบังสุกุลตายล้วนเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ซึ่งจูงไปในทางให้เจริญมรณานุสติ บังสุกุลตายนั้นมีมานานแล้ว เพราะเป็นกรรมฐานวิธีที่เจริญแล้วเป็นการเจริญมรณานุสติที่ได้ผลมากประการหนึ่ง

แต่บังสุกุลเป็นนั้นมาคิดตั้งแต่งขึ้นทีหลัง แต่ก็ยังมุ่งหวังมรณานุสติเช่นเดียวกัน เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจโดยสร้างพิธีกรรมว่าได้ฟื้นคืนจากความป่วยไข้หรือความเจ็บอันใกล้จะตายแล้ว เพื่อทำให้เกิดปีติขึ้นในใจ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการรักษาโรคชนิดหนึ่ง ดังนั้นการบังสุกุลเป็นหรือการบังสุกุลตายของแท้จึงเป็นกิจกรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อถึงซึ่งความปล่อยปละละวาง กระทั่งถึงความหลุดพ้นอันเป็นที่สุด

ในการบังสุกุลนั้น เขาจะบังสุกุลตายก่อน แล้วต่อมาก็จะบังสุกุลเป็น เพียงเพื่อเป็นเคล็ดว่าตายแล้วเกิด ฟุบแล้วฟื้น ซึ่งไม่มีผลจริงตามที่ตั้งพิธีกรรมนั้น เพราะใกล้เบี่ยงเบนเหออกไปในทางนอกพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงพึงเข้าใจบทสวดหรือรำลึกในเรื่องนี้เสียก่อนก็จะเห็นของแท้ อันจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิต

เวลาบังสุกุลเป็นเขาจะสวดหรือภาวนาเป็นเนื้อความว่า “ร่างกายนี้ไม่ตั้งอยู่นานเลย เป็นของอันพึงสังเวช เพราะเมื่อปราศจากวิญญาณแล้วก็จักนอนทับพื้นแผ่นดิน หาประโยชน์มิได้ ประดุจดั่งท่อนไม้ท่อนฟืน ย่อมถูกเขาเอาไปทิ้งเสียเป็นแน่”

ซึ่งเป็นการเตือนสติในทางเจริญมรณานุสติว่าถึงแม้จะฟื้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วยประการใด ร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ก็ยังตั้งอยู่ได้ไม่นาน ตายแล้วก็ไม่มีค่าอะไร เป็นสิ่งพึงรังเกียจ ที่แม้คนที่รักก็ยังเอาไปทิ้ง เอาไปฝัง เอาไปเผา จึงไม่พึงตั้งอยู่ในความประมาท ไม่พึงทำกรรมชั่ว พึงทำแต่กรรมดี พึงอบรมจิตใจให้ผ่องใสเถิด

ส่วนการบังสุกุลตายนั้น เขาจะสวดหรือภาวนาเป็นเนื้อความว่า “สังขารหรือความปรุงแต่งตามความอยากทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงเลย มีความเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา และต้องดับไปเป็นธรรมดา เมื่อใดที่สังขารหรือความปรุงแต่งตามความอยากได้ระงับลงแล้ว เมื่อนั้นก็จะเป็นสุขอย่างยิ่ง”

เห็นหรือยังว่าเนื้อหาหรือความหมายของบทสวดในการบังสุกุลตายอันเป็นของเก่านั้นมีความลึกซึ้ง ถูกตรง ชัดแจ้งเพียงไหน ห่างชั้นเหลือเกินกับบทสวดหรือภาวนาในการบังสุกุลเป็นซึ่งเป็นเรื่องเกิดขึ้นในชั้นหลัง

คำว่า “สังขาร” นี้สำคัญ ต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะมีความหมายลึกล้ำ และหากเข้าใจดีแล้วก็จักเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจ ในการศึกษาปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ความหมายของสังขารอย่างแรก หมายถึงภาวะที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย อันยาววาหนาคืบนี้ ความหมายนี้สังขารจึงเป็นรูป หรือเป็นวัตถุ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ ต่อเมื่อมีวิญญาณครองและมีปราณหรือลมหายใจเป็นตัวเชื่อมแล้วนั่นแหละ จึงจะเป็นชีวิต คนเรารู้จักและเข้าใจสังขารในความหมายนี้กันเป็นส่วนใหญ่ซึ่งไม่ผิด แต่ยังผิวเผิน ยังเป็นส่วนเดียว ยังหยั่งลงไม่ถึงกระแสแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า อันจะเป็นทางให้เกิดความเข้าใจในเรื่องที่ลึกซึ้งขึ้นไป อันจะเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ความเป็นเวไนยสัตว์ของมนุษย์

ความหมายของสังขารอย่างที่สอง หมายถึงภาวะหนึ่งของจิตหรือการทำหน้าที่อย่างหนึ่งของจิต คือการปรุงแต่งจากสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส หรือจากการได้รู้สึกนึกคิด กับความทรงจำกำหนดหมายที่มีอยู่ดั้งเดิม โดยมีความโลภโกรธหลง หรือความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น แล้วก่อเกิดให้เป็นความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น จากนั้นวิญญาณก็จะทำหน้าที่บัญชาการให้แสดงออกด้วยกาย วาจา ใจ ไปตามผลของการปรุงแต่งนั้น สังขารในความหมายนี้แหละคือสังขารในขันธ์ 5 ซึ่งประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งพระตถาคตเจ้าตรัสว่าขันธ์ 5 นี่แหละคือกองทุกข์ เมื่อจะดับทุกข์ก็ต้องดับที่ขันธ์ 5 นี้

รูปหรือร่างกายจึงมักถูกเข้าใจไขว้เขวว่าหมายถึงสังขาร แล้วเรียกขานกันว่าร่างกายคือสังขาร แท้จริงก็คือสังขารตามความหมายแรกที่เป็นรูป เป็นวัตถุเท่านั้น

ส่วนสังขารในขันธ์ 5 ตั้งแต่เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอาการหรือเป็นการทำหน้าที่ของจิต

เวทนาเป็นตัวทำหน้าที่รู้สึก เป็นทุกข์ เป็นสุข หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข พอใจ หรือไม่พอใจ หรือเฉย ๆ

สัญญาเป็นความทรงจำกำหนดหมายหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นระบบ memory ของสมอง เป็นการสั่งสมข้อมูลและปฏิกิริยาตอบโต้ต่อข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งความยึดถือต่าง ๆ ว่าอะไรผิดชอบชั่วดี อะไรพอใจ หรือไม่พอใจ หรือว่าเป็นอย่างไร นับเป็นพื้นฐานของการปรุงแต่งที่สำคัญในการทำหน้าที่สังขารของจิต

สังขารเป็นการทำหน้าที่พ่อครัวของจิตในการปรุงแต่งข้อมูลต่าง ๆ ที่สัญญาขันธ์มีอยู่ประกอบกับเวทนาขันธ์ และส่งประมวลผลไปยังส่วนที่เรียกว่าวิญญาณเพื่อให้จิตทำหน้าที่บัญชาการทางกาย วาจา ใจต่อไป

วิญญาณเป็นการทำหน้าที่ผู้บัญชาการใหญ่ของจิตทั้งในทางรับ หรือ in put หรือในทางปฏิบัติออกไป หรือ out put นั่นคือเมื่อสังขารขันธ์ทำงานปรุงแต่งแล้ว ระบบบัญชาการของวิญญาณหรือของจิตก็จะบัญชาการให้ร่างกายและใจปฏิบัติการไปตามนั้น

เพราะเหตุนี้สังขารจึงเป็นจุดสำคัญเพราะเป็นจุดปรุงแต่งว่าจะเป็นไปในทางใด การระงับหรือดับซึ่งสังขารก็คือการหยุดการปรุงแต่งทั้งปวง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสติรู้เท่าทันทุกสภาวะของจิตหรือทุกสภาวะการทำหน้าที่ของจิต หลุดพ้นจากความยึดถือยึดมั่น พ้นจากความอยากมี อยากได้ อยากเป็น หรือความไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็นสิ้นเชิง สังขารที่ระงับอย่างนี้จึงเป็นสุขอย่างยิ่ง ภาวะที่สังขารระงับดังกล่าวนั้นมีหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นชั่วคราว ขั้นถาวร และขั้นเด็ดขาด ที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่าเหมือนหนึ่งตาลยอดด้วน ไม่ฟื้นกลับคืนมาอีก นั่นคือถึงซึ่งวิมุตตะมิติหรือพระนิพพาน ความสุขอย่างยิ่งในขั้นนั้นแหละที่พระอริยเจ้าสรรเสริญว่านิพพานัง ปะระมังสุขขัง หรือนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง อันมีความหมายว่าสังขารที่ระงับสิ้นเชิงแล้วคือนิพพาน และเป็นความสุขอย่างยิ่งนั่นเอง

พิธีกรรมบังสุกุลที่ ไม่ได้ตั้งอยู่และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการเจริญมรณานุสติ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปล่อยปละละวาง กระทั่งเพื่อความหลุดพ้น อันจะนำไปให้ถึงซึ่งบรมสุข แต่ยังมีเงื้อมเงาของความอาฆาตพยาบาท ความยึดมั่นถือมั่น ความไม่รู้จักปล่อยปละละวางที่นักตั้งแต่งพิธีกรรมเหล่านั้นตั้งแต่งยุยงให้คนหลงใหลงมงาย เพิ่มความอยากมี อยากได้ อยากเป็น ไปสู่ขั้นสูงสู่ความกระหายกระวนกระวาย ซึ่งเป็นอาการของเปรตหรือเรียกว่าเปรตวิสัย จึงเป็นอัปมงคลพิธีโดยแท้

ขอจงมีความเจริญในธรรมโดยทั่วกันเทอญ.

เลือกอ่านบทความก่่อนหน้าและถัดไป
บทความก่อนหน้า สังฆทานบุญใหญ่ที่อานิสงส์มากหากทำถูกต้อง การเดินทางของวิญญาณหลังความตาย บทความถัดไป
ผู้โหวตทั้งหมด: 1
คะแนนเฉลี่ย: 5.0000
 
ข้อเสนอแนะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบในเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง


ค้นหา

บทความแนะนำ

ความเชื่อเรื่องเทวดานั้นในสังคมไทยของเรา มีความเชื่ออย่างฝังแน่นมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลว่าท่านมีตัวตนจริงแน่นอน และรู้กันดีในเบื้องต้นว่า ท่านเป็นดวงวิญาณที่มีบุญและอยู่สูงกว่าภพของมนุษย์ โดยที่ในอดีตท่านเป็นคนหรือสัตว์ ที่ได้สร้างความดีในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่มากพอ เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี เสวยบุญที่ทำมา

โพสโดย webmaster on Sat Nov 5 2011 at 02:01pm
31 ภพภูมิ ตอนที่ 7/9

พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน
เข้าชม 1754
**YouTube**
โพสโดย webmaster on Sat Nov 5 2011 at 12:43pm
31 ภพภูมิ ตอนที่ 1/9

พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน
เข้าชม 2394
**YouTube**
โพสโดย admin on Sat Nov 5 2011 at 10:28am
ธรรมะสบายอารมณ์ กับพระมหาสมปอง

พระมหาสมปอง
เข้าชม 1960
**YouTube**

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

ผู้เข้าชมวันนี้: 422422422
ผู้เข้าชมเมื่อวาน : 1225122512251225
ผู้เข้าชมทั้งหมด : 697084697084697084697084697084697084

ลิงก์เพื่อนบ้าน

ธ.ธรรมรักษ์

สนใจแลกลิงก์ให้คัดลอกโค๊ดนี้ไปวางที่เว็บไซต์ของท่านแล้วแจ้งเว็บมาสเตอร์เพื่อแลกลิงก์ครับ