เข้าระบบ

ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:

จำฉันไว้



ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!

เมนูหลัก

บทความยอดฮิต

สมาชิกใหม่

tuang 24/6/2013
qoypevqm 21/3/2013
RandalLil 21/3/2013
Therese15 20/3/2013
jakae 20/3/2013
JulianRom 20/3/2013
tha 19/3/2013
RhysCWYU 18/3/2013
kik165 17/3/2013
jfel2508 16/3/2013

สมาชิก

สมาชิก:
วันนี้: 0
เมื่อวานนี้: 0
ทั้งหมด: 543
สมาชิกล่าสุด: tuang

กำลังออนไลน์:
ผู้เยี่ยมชม : 3
สมาชิก : 0
Bots : 2
ทั้งหมด: 5

แสดงผู้ที่ออนไลน์ [Popup]
202.29.6.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
54.80.100.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
131.253.24.***Homemsnbot-131-253-24-77.search.msn.com
66.249.77.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์crawl-66-249-77-20.googlebot.com
183.60.213.***บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์
บทความโดย ธ.ธรรมรักษ์ > บทความธรรมะ > จุดมุ่งหมายของการอธิษฐานที่แท้คืออะไร

จุดมุ่งหมายของการอธิษฐานที่แท้คืออะไร

เขียนโดย ธ.ธรรมรักษ์ [webmaster] เมื่อ 8/11/2011 (3959 อ่าน)
จุดมุ่งหมายของการอธิษฐานที่แท้คืออะไร

เคยสงสัยหรือไม่ว่า เราตั้งจิตขอพรอธิษฐานกันในแต่ละสิ่งนั้น เราทำไปเพื่อสิ่งใดและทำไปทำไม
บางคนเกิดมามีฐานะยากจน มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองอย่างยากลำบาก ดำรงชีวิตด้วยการทำงานที่อาจจะเรียกว่า ปากกัดตีนถีบมาตลอด เมื่อได้มีโอกาสศึกษาความจริงตามหลักของพระพุทธศาสนา จึงเข้าใจเหตุและผลของกรรมและวิบากกรรม
จึงได้พยายามทำบุญและตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้พบชาติต่อไปได้เกิดมาร่ำรวย มีอันจะกิน ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่อีกต่อไปและขอให้ได้กลับมาเกิดในพระบวร พุทธศาสนา ได้พบพระธรรมอันยิ่งใหญ่ มีโอกาสได้กลับมาสร้างบุญบารมีต่อไม่ว่าในระดับใดก็ตาม



หรือบางคนเกิดมารูปร่างหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ หรือไม่เป็นที่พอใจในชาติปัจจุบันเท่าใดนัก จึงได้ทำบุญแล้วอธิษฐานจิตขอให้ชาติหน้าได้เกิดมาหน้าตาดี มีเสน่ห์ บางคนชีวิตนี้ต้องพบกับปัญหาด้านความรัก ต้องทุกข์เพราะคนรักหรือไม่สมหวังในความรัก จึงทำบุญแล้วอธิษฐานจิต ขอให้ชาติหน้าได้พบคู่ครองที่ดี

การอธิษฐานที่อยากจะขอเกิดมาอีกชาติ เกิดร่วมกันกับที่คนที่รักทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ยาติพี่น้อง หรือการอธิฐานให้หายจากโรคร้าย หรือการอธิษฐานแบบเรื่องปัจจุบันทันด่วนเพื่อให้รอดจากอุปสรรคที่กำลังเผชิญ อยู่ก็ตาม เป็นต้น

การอธิษฐานจิตดังที่กล่าวมานี้ เราแทบจะเห็นกันอยู่เสมอๆ กันตามสถานที่ประกอบศาสนาพิธีในวัด หรือศาลเจ้าทุกครั้งที่คนส่วนใหญ่มากราบไหว้สักการะแล้วก็มักอธิษฐานกัน แต่การอธิษฐานเพื่อสิ่งเหล่านี้ล้วนอาจจะเรียกว่า “การอธิษฐานด้วยตัณหา” หรือ การอธิษฐานที่ยังไม่หลุดพ้น ยังอยากที่จะวนเวียนอยู่การเวียน ว่าย ตายเกิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะในระดับบุญและกรรมของคนเรานั้นไม่เท่ากัน ไม่มีใครจะมาว่าใครได้ในเรื่องนี้

ซึ่งแตกต่างจากพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติขั้นสูงที่รู้ซึ้งถึงทุกข์ในการที่ต้องกลับมาเกิดอีก หลายพระองค์ หลายองค์ หลายท่าน ก็จะมักอธิษฐานที่จะไม่ขอกลับมาเกิดอีก เป็นการปักลงไปในเป้าหมายในจิตที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี และปฏิบัติอย่างไม่ย่อท้อตามที่อธิษฐานนั้นเพื่อให้ชีวิตนี้ไปสู่คงวามหลุด พ้นอย่างแท้จริง คือ การเป็นพระอรหันต์เจ้า  ผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว

การอธิษฐานจิตด้วยความต้องการระดับของ ปุถุชนนั้น ยังคงไม่ใช่เป็นการอธิษฐานที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง  เพราะคนที่ตั้งจิตอธิษฐานดังกล่าวนี้ เป็นอธิษฐานที่ยังเจือปนไปด้วย “กิเลส” ยังมีความอยากได้ใคร่มี เป็นอำนาจของความโลภ เพื่อหวังในลาภ ยศ สรรเสริญ และสุข เพื่อสนองความต้องการของกิเลสในตนเอง จึงไม่ได้ชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ถึงขั้นดีเลิศ เพราะขึ้นชื่อว่ากิเลส ย่อมจะต้องมีความมัวหมองในจิตใจอย่างแน่นอน

แต่อย่างที่กล่าวไปแล้ว ด้วยบุญและกรรมของคนเรานั้นต่างกัน ความปรารถนาความต้องการก็ต่างกัน ระดับการฝึกจิตใจก็ไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ต้องไปนั่งกังวลอะไรให้มากเรื่อง เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ขอให้เป็นไปในทางที่ดีก็น่าจะเพียงพอแล้ว ถ้าบุญถึงระดับรับรองว่า ทุกคนอธิษฐานไปในทางเดียวกันแน่

ขอให้มาสนใจถึงเรื่องของการอธิษฐาน อย่างไรจึงชื่อว่าเป็นการอธิษฐานที่ดีที่สุดและจะให้ผลได้จริงมากที่สุด และเป็นผลดีต่อชีวิตที่น้อยนักนี้จะดีกว่า

นั่นก็คือ “การอธิษฐานด้วยปัญญา” ปัญญาในที่นี้ก็คือ การรู้แจ้งตลอดในกลไกของเหตุผลของสรรพสิ่ง รู้ในที่ว่านี้คือรู้ซึ่งกฎแห่งกรรม ผู้ที่เข้าใจชีวิตตามแนวทางคำสอนของพระพุทธองค์จะเห็นความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลายว่า

ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติขึ้นมาทั้ง สิ่ง ที่เราเห็นสวยงามหรือหยาบช้า เห็นว่าสุขหรือว่าทุกข์นั้นมาจากการปรุงแต่งในจิตทั้งสิ้น  ชีวิตและธรรมชาติทั้งหลายทุกสิ่งอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ

ทุกสิ่งล้วนไม่ยั่งยืน (อนิจจัง)

ทุกสิ่งล้วนเป็นทุกข์ (ทุกขัง)

และทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตนของกันและกันต้องแตกสลายไปในที่สุด (อนัตตา)

 

ผู้ที่ไม่ได้เข้าใจหลักความจริงสากลของ ธรรมชาติข้อนี้ จึงเกิดความไม่รู้ จิตจึงถูกปรุงแต่งไปทางบุญบ้างบาปบ้าง และต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏเสพทั้งความทุกข์และความสุขไปตามแรงกรรมของตน เองเรื่อยไป

เวลามีความสุขมักไม่เห็นทุกข์ เวลาที่ทุกข์มักไม่เห็นสุข ทั้งๆ ที่สุขจริง ทุกข์แท้นั้นไม่เคยมีจริงทั้งสิ้น ใจของเรานั้นไปทำให้เกิดขึ้นมาทั้งสิ้น

ส่วนผู้ที่ได้เห็นความจริงที่ปรากฏอยู่ ที่เห็นในวัฎฎะแล้ว ผู้นั้นจึงได้ชื่อว่า ผู้มีปัญญาได้เห็นความจริงจึงไม่ปรารถนาต้องมาพบกับความแปรปรวนของทุกข์และ สุขอีกต่อไป จึงได้หมั่นทำบุญแล้ว อธิษฐานจิตเพื่อ “จะไม่มาเกิดอีก” จึงเรียกว่า การอธิษฐานด้วยปัญญา ดังเช่น ตัวอย่างที่จะได้ยกมาเล่าในที่นี้ เป็นเรื่องของการอธิษฐานด้วยปัญญาของอัครสาวกผู้หนึ่งในสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ก่อนสมัยพุทธกาลประมาณ หนึ่งอสงไขยกับอีกแสนมหากัป  มีพระพุทธเจ้ารูปหนึ่งได้อุบัติขึ้นในโลกมีพระนามว่า พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี (ตาม ประวัติวงศ์ของพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ในลำดับอยู่ที่ 7 ซึ่งประสูติในตระกูลกษัตริย์แห่งพระนครจันทวดีราชธานี พระพุทธองค์มีอายุยืนยาวถึง 100,000ปีในการประกาศพระพุทธศาสนา)

พระองค์ทรงทราบว่า ได้มี ดาบส รูปหนึ่งที่บำเพ็ญเพียรวิชาสมถกรรมฐาน มีคุณงามความดีเหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งในภพชาตินี้ได้ดำรงตนอยู่ในฐานะของ ชฎิลดาบส คือ พวกนักบวชในลัทธินอกศาสนาที่บูชาไฟ  ดาบสผู้นี้ได้สั่งสอนศิษย์จำนวนมหาศาลและอาศัยอยู่ไม่ไกลจากพระองค์นัก จึงทรงมุ่งสู่ทิศที่อยู่ของเหล่าดาบสเพื่อที่จะโปรดแสดงธรรมเพื่อความหลุดพ้น ดาบสผู้บูชาไฟนี้มีนามว่า “สรทดาบส” ซึ่งมีความเบื่อหน่ายในทรัพย์สมบัติทางโลก จึงได้ออกแสวงหาโมกขธรรม (คือความหลุดพ้น) และลูกมีศิษย์ในความปกครองถึงกว่า เจ็ดหมื่นสี่พันคน ในขณะที่พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จไปโปรดนั้น เหล่าศิษย์ทั้งหลายออกไปหาผลไม้ในป่า จึงเหลือแต่ สรทดาบสนั้นอยู่ตามลำพังเพียงผู้เดียว

สรทดาบสเห็นการปรากฏตัวของพระพุทธเจ้า ก็ทำความเคารพถวายบังคมและลุกขึ้นถอยออกจากที่นั่งให้พระพุทธองค์ได้เคลื่อน กายลงไปประทับที่อาสนะของตนเองแทน เมื่อทรงประทับแล้วจึงตรัสถามหาถึงเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายของดาบส ด้วยเห็นว่าจะโปรดแสดงธรรมเพียงครั้งเดียว สรทดาบสจึงตั้งจิตอธิษฐานส่งจิตไปถึงเหล่าสาวกให้กลับมาสู่ที่พำนักทุกคน

ในขณะเดียวกันพระพุทธองค์ก็ทรงตั้งจิต อธิษฐานให้อัครสาวกและสาวกของพระองค์มารวมกัน ณ ที่แห่งนั้นโดยพร้อมเพรียงกันเช่นเดียวกัน เหล่าสาวกเมื่อทราบโดยญาณจึงพากันเหาะมาปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้าของพระศาสดา

เมื่อสรทดาบสเห็นเหล่าพระสาวกจำนวนมาก มายมาโดยพร้อมเพรียงกัน จึงสั่งให้เหล่าสาวกของตนเองนำดอกไม้มาลาดปู ณ ลานที่ประทับ เพียงชั่วพริบตาเดียวพื้นที่อันกว้างใหญ่บริเวณที่ประทับก็เต็มละลานตาไป ด้วยดอกไม้หอมอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วสรทดาบสก็อัญเชิญพระองค์ให้ประทับลง ณ ยอดบัลลังก์ของกองดอกไม้เหล่านั้น

พระพุทธองค์ทรงมีดำริว่า เพื่อให้การบูชาพระองค์สำเร็จผลและมีอานิสงส์มหาศาลแด่เหล่าดาบสทั้งหลาย จึงได้ทำสมาธิเพื่อเข้านิโรธสมาบัติ (หมายถึง การทำจิตให้สงบโดยปราศจากการรับรู้อารมณ์ภายนอก เป็นการผักผ่อนจิตของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นคุณวิเศษลำดับที่ 9 ต่อจาก ฌานสมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน4) โดยพระพุทธองค์ตั้งใจเข้านิโรธสมาบัติเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน

ตลอดเจ็ดวันแห่งการเข้านิโรธสมาบัติ สรทดาบสมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก โดยได้ยืนถือฉัตรดอกไม้กางกั้นเพื่อให้ร่มเงาแก่พระพุทธองค์ตลอดเป็นเวลา เจ็ดวันโดยที่ไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย

เมื่อครบกำหนด เจ็ดวันแล้ว พระบรมศาสดาก็ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วรับสั่งให้ พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระองค์นามว่า พระนิสภะ ได้แสดงธรรมให้เหล่าดาบส ทั้งหลายฟัง ขณะที่สรทดาบส ก็จ้องดูพระนิสภะด้วยความศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากที่พระนิสภะได้แสดงธรรมจบแล้ว พระพุทธองค์ทรงโปรดให้ พระอโนเถระ ซึ่ง เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายได้แสดงธรรมต่อ แต่หลังจากพระอัครสาวกทั้งเบื้องซ้ายและขวาแสดงธรรมจบแล้วก็ยังไม่มีผู้ใด ได้บรรลุธรรมสำเร็จมรรคผลเลย พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี จึงได้ทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง

ทันทีที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระ สุรเสียงเผยแผ่พระธรรมอันประเสริฐนั้น ความสงบและปิติยินดีก็บังเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้นแห่งการดับทุกข์ทั้งหลายของ เหล่าดาบส ทำให้ธรรมะที่มีใจความลึกซึ้งไปซึมซาบเข้าสู่จิตใจของเหล่าชฎิลทั้งหมด จนทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

ยกเว้นไว้แต่ สรทดาบส เพียงผู้เดียว !!

เพราะสรทดาบสได้เอาแต่จ้องมองพระนิสภะด้วย ความเลื่อมใสแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่อาจทำให้บรรลุธรรมภายในได้ จนพระพุทธเจ้า พระองค์นั้นได้ตรัสถามถึงสาเหตุ สรทดาบสจึงได้กราบทูลว่า เป็นเพราะตัวของเขาเองได้เห็นความสง่างามของพระอัครสาวกเบื้องขวา จิตจึงยังไม่ผ่องใสถึงที่สุดไม่ปรารถนาจะเป็นเทวดา พระอินทร์ หรือพระพรหมใดๆ ทั้งสิ้น

จากนั้นสรทดาบสก็ตั้งจิตอธิษฐานขอ พรจากพระพุทธองค์ว่า สิ่งเดียวที่หวังไว้ก็คือการได้เกิดมาเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระ พุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในเวลาข้างหน้า

พระพุทธเจ้าได้พิจารณาจากคุณงามความดี ที่ สรทดาบสได้กระทำมาตลอดชีวิต การบำเพ็ญเพียรตบะอย่างต่อเนื่องและการสร้างบุญกุศลที่ได้กางกั้นร่มเงาให้ แก่พระพุทธองค์ จึงทรงกล่าวประทานพรให้กับสรทดาบสได้สมความปรารถนาว่า

ในกาลข้างหน้าอีกหนึ่งอสงไขยกับแสนมหา กัป จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งจะได้อุบัติขึ้นในโลกอย่างแน่นอน และด้วยบุญที่ได้กระทำนี้จะส่งผลให้ทั้ง สรทดาบสและสหายรักของเขาได้กลายเป็น พระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวาอย่างแน่นอน

เมื่อกล่าวจบ พระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าสาวกทั้งเก่าและใหม่ก็ออกเดินทางจาริกหายลับไปใน ท้องฟ้า โดยบอกให้สรทดาบสและสหายรักให้ตามไปทีหลัง ส่วนสรทดาบสก็รีบไปหาสหายรักของตนคือ สิริวัฒน์เศรษฐี พร้อม กับเล่าเรื่องราวของพระพุทธองค์ให้ฟังอย่างละเอียดซึ่ง สิริวัฒน์เศรษฐีก็มีความยินดีเป็นอย่างมากที่จะได้มีบุญเกื้อหนุนให้กลาย เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ทั้งสองจึงเดินทางไปขอบวชและมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมตามรอยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า

เมื่อทั้งสองได้ออกบวชก็ยังไม่อาจ สำเร็จถึงขั้นพระอรหันต์ เพราะแรงจิตอธิษฐานที่ยังมีความต้องการจะเกิดอีกเพื่อเป็นอัครสาวก หลังจากสิ้นอายุขัยแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอยู่ในวัฎสงสารอีกหนึ่งอสงไขยกับ แสนมหากัป

จนกระทั่ง ในสมัยพุทธกาล ณ เมือง นาลันทา กรุงราชคฤห์ สรทดาบสก็ได้มาเกิดในครรภ์ของนางสารีพราหมณี นามว่า“อุปติสสะ” ส่วน สิริวัฒน์เศรษฐี ก็ได้มาเกิดในครรภ์ของนางโมคคัลลีพราหมณีแห่งตระกูลพราหมณ์ผู้สูงศักดิ์นามว่า “โกลิตะ

ทั้งสองก็คือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องขวาและซ้ายของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของชาวพุทธเราในกาลต่อมานั่นเอง

นี่ก็คือ ผลของการอธิษฐานจิตโดยการใช้ปัญญา ซึ่งต้องอาศัยบุญที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะสำเร็จ ต้องมีกรรมเป็นผู้กำหนด ในกรณีทั้งสองพระองค์คือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ นั้นได้สร้างกรรมดีผูกพันกันมา ด้วยเหตุถึง ปัจจัยสมบูรณ์ ผลก็ออกมาตามที่ตั้งจิตอธิษบานเอาไว้ทุกประการ

แต่สำหรับบุคคลธรรมดาอย่างเราๆ ในขณะที่เรายังอยู่ในภพชาติปัจจุบันยังเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่ย่อมมีความต้อง การทางกิเลสตัณหาเป็นธรรมดา ก่อนที่เราจะได้เข้าถึงซึ่งการอธิษฐานเพื่อความหลุดพ้นนั้นก็ขอให้เราเริ่ม เรียนรู้ การอธิษฐานและสร้างสมบุญบารมีที่ถูกต้องเพื่อเป็นพื้นฐานและกำลังที่จะทำให้ ก้าวไปสู่การตั้งจิตอธิษฐานเพื่อความหลุดพ้นได้

 


เลือกอ่านบทความก่่อนหน้าและถัดไป
บทความก่อนหน้า การอธิษฐานครั้งสำคัญในพระพุทธศาสนา การอธิษฐานคืออะไร บทความถัดไป
ผู้โหวตทั้งหมด: 2
คะแนนเฉลี่ย: 5.0000
 
ข้อเสนอแนะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบในเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง


ค้นหา

บทความแนะนำ

หลายคนถามว่า เราสามารถที่จะหลบเจ้ากรรมนายเวรพวกนี้ได้ไหม ?

โพสโดย webmaster on Sat Nov 5 2011 at 01:59pm
31 ภพภูมิ ตอนที่ 3/9

พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน
เข้าชม 1718
**YouTube**
โพสโดย webmaster on Sat Nov 5 2011 at 10:39am
คาถากันน้ำตาไหล

ว.วชิรเมธี
เข้าชม 1946
**YouTube**
โพสโดย admin on Sat Nov 5 2011 at 10:28am
ธรรมะสบายอารมณ์ กับพระมหาสมปอง

พระมหาสมปอง
เข้าชม 1775
**YouTube**

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

ผู้เข้าชมวันนี้: 382382382
ผู้เข้าชมเมื่อวาน : 942942942
ผู้เข้าชมทั้งหมด : 629220629220629220629220629220629220

ลิงก์เพื่อนบ้าน

ธ.ธรรมรักษ์

สนใจแลกลิงก์ให้คัดลอกโค๊ดนี้ไปวางที่เว็บไซต์ของท่านแล้วแจ้งเว็บมาสเตอร์เพื่อแลกลิงก์ครับ